อัครศิลปิน
จากการประชุมคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ ได้พิจารณาเห็นว่า ศิลปินไทยเป็นจำนวนมาก ได้สร้างสรรค์ผลงานไว้ให้แก่ประเทศชาติในสาขาต่างๆ ซึ่งมีทั้งดุริยางศิลป์ นาฏศิลป์ ทัศนศิลป์ นฤมิตศิลป์ และวรรณศิลป์ ทำให้ประเทศไทยได้รับการยกย่องสรรเสริญ จากนานาประเทศว่า เป็นประเทศที่มีวัฒนธรรม และอารยธรรมสูงส่ง แต่ศิลปินที่ได้สร้างสรรค์งานอันล้ำค่าเหล่านั้น นับวันจะถูกลืมโดยที่มิได้มีการยกย่องประกาศเกียรติคุณ ดังนั้น คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้ประชุมลงมติเห็นควร ให้มีการประกาศเกียรติคุณของศิลปินที่ได้รับการยกย่อง เป็นที่ยอมรับกันทั่วประเทศให้เป็นศิลปินแห่งชาติ และเห็นพ้องต้องกันว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นเลิศในศิลปะหลายสาขา เป็นต้นว่า ด้านจิตรกรรม ประติมากรรม ถ่ายภาพ หัตถศิลป์ ดนตรี พระราชนิพนธ์ วรรณศิลป์ วาทศิลป์ และภูมิสถาปัตยกรรม ทรงได้รับการยกย่องสดุดีในพระเกียรติคุณ เป็นที่ประจักษ์ชัด บรรดาศิลปินต่างตระหนักในพระปรีชาสามารถอย่างหาที่เปรียบมิได้ คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ จึงเห็นชอบพร้อมกันเป็นเอกฉันท์ เห็นสมควรเิทิดพระเกียรติให้เป็นที่ปรากฏแก่พสกนิกร และชาวโลก โดยขอพระราชทานถวายพระราชสมัญญา อัครศิลปิน
ราชเลขาธิการได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณา ทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว ทรงยินดีรับ จากนั้นทรงพระราชทานพระบรมราชวโรกาส ให้คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ นำศิลปินแห่งชาติสาขาต่างๆ ๔ สาขา เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ ในวันจันทร์ที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๙ เวลา ๑๕.๓๐ น. ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายสัมพันธ์ ทองสมัคร) ปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประธานกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ในขณะนั้น กล่าวคำกราบบังคมทูลสดุดีพระเกียรติคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสที่คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เข้าเฝ้าฯ น้อมเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา อัครศิลปิน
แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว