งานเขียนลาย ผลงานศิลปาชีพฯ

รูปภาพ งานเขียนลาย ผลงานศิลปาชีพฯ ภาพที่ ๑

งานเขียนลาย ผลงานศิลปาชีพฯ

รูปภาพ งานเขียนลาย ผลงานศิลปาชีพฯ ภาพที่ ๒



งานเขียนลาย

งานเขียนลาย ผลงานนักเรียนศิลปาชีพฯ

รูปภาพ งานเขียนลาย ผลงานนักเรียนศิลปาชีพฯ

ในกระบวนช่างของไทยนั้น มักจะต้องอาศัย การเขียน การวาด เพื่อวางแบบกะเกณฑ์กันก่อนเสมอ จึงเป็นที่ยอมรับกันในหมู่ช่างว่า งานศิลปะที่เป็นแม่บท ของงานช่างทั้งปวด ก็คือ งานเขียนลาย หรือที่เรียกกันจนติดปากว่า ช่างเขียน

เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปิดการสอนวิชาช่างถม ขึ้นที่สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต ระยะแรกครูช่างถม จะต้องสอน ทั้งการเขียนลาย และวิชาช่างถมควบคู่กันไป แต่ในด้านการเขียนซึ่งเป็นงานด้านทฤษฎีนั้น เป็นไปอย่างไม่สมบูรณ์แบบ จึงโปรดฯ ให้เปิดแผนกเขียนลาย ขึ้นอีกแผนกหนึ่ง เพื่อให้นักเรียนแผนกเครื่องถม ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเขียนลายเบื้องต้น จะได้นำความรู้ และประสบการณ์ไปใช้ในแผนกนั้น โดยมีครูที่จบทางด้านศิลปะ โดยตรงเข้ามาสอน

ครั้นการสอนดำเนินไประยะหนึ่ง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชดำริว่า นักเรียนที่เรียนเกี่ยวกับงานเขียนลายไทย ควรที่จะได้เรียนรู้ งานศิลปะด้านอื่นๆ ให้กว้างขวางขึ้นไปอีก เพื่อจะได้นำความรู้เหล่านี้มาใช้ประโยชน์ ได้มากขึ้น เช่น วิชาวาดเส้น วิชาทฤษฎีองค์ประกอบ ทฤษฎีสี รวมไปถึง การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ศิลปะ โดยจะจัดกลุ่มการทำงานของนักเรียน ตามความสามารถ ตลอดจนจัดทำตารางสอน ให้นักเรียนได้เรียนรู้ ภาคทฤษฎี และปฏิบัติ เช่นเดียวกับสถาบันสอนศิลปะทั่วไป ซึ่งจะมีการประเมินผล ในแต่ละครั้งตามที่ครูกำหนดด้วย

ต่อมาสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีรับสั่งให้นักเรียนในแผนกเขียนลาย ทำงานด้านการอนุรักษ์ศิลปะไทยด้วย จึงได้มีการเรียน การสอนด้านการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังขึ้น อีกอย่างหนึ่ง

นายชาติดี ศิริปะชะนะ

นายชาติดี ศิริปะชะนะ คือ ผู้หนึ่งในกลุ่มครูช่างเขียนลาย ที่บุกเบิกทำการสอนวิชานี้มาตั้งแต่ต้น และเหลือเพียงผู้เดียวที่ยังคงสอนอยู่ จนถึงปัจจุบัน นายชาติดี จบจากคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร มาเมื่อ ๘ ปีที่แล้ว ก่อนหน้าที่จะเข้ามาสอนในโรงฝึกศิลปาชีพ สวนจิตรลดา เคยทำงานอย่างอื่นมาชั่วระยะหนึ่ง แต่เมื่อได้รับคำชวนจากคุณไข่มุกด์ ชูโต ซึ่งรับราชการเป็นประติมากร ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็เกิดความศรัทธา ด้วยเห็นเป็นงานที่ท้าทาย ที่จะสอนให้แก่เด็กที่มีพื้นการศึกษา เพียงขั้นระดับภาคบังคับเท่านั้น ซ้ำยังไม่มีพื้นฐานด้านศิลปะมาก่อนอีกด้วย

นายชาติดี ได้อธิบายถึงหลักสูตร การเรียนการสอนศิลปะ ณ โรงฝึกศิลปาชีพแห่งนี้ว่า ปัจจุบันนักเรียนแผนกนี้ จะแบ่งออกเป็น ๔ กลุ่ม กลุ่มที่ ๑ คือ กลุ่มที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงคัดเลือกมาจากต่างจังหวัด ในยามที่เสด็จฯ แปรพระราชฐานไปยังพระตำหนักต่างๆ เด็กกลุ่มนี้จะไม่มีพื้นความรู้ เกี่ยวกับวิชาศิลปะเลย การสอนจึงไม่เน้นหนัก ในด้านนี้จนเกินไปนัก แต่จะให้นักเรียนฝึกลากเส้นโค้ง เส้นตรง วงกลม เส้นแบบต่างๆ เพื่อจะดูว่าเขามีความถนัด หรือมีแววทางด้านนี้ หรือไม่แล้วจึงค่อยสอนให้เขียนลายไทยขั้นพื้นฐาน นักเรียนกลุ่มนี้จัดอยู่ในกลุ่ม D ครูจะตั้งเป้าการสอนไว้ ๑ ปี แล้วทำการประเมินผล ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ รวมทั้งพิจารณาถึงเรื่องความประพฤติด้วย ถ้าเขาได้รับการประเมินผลให้ผ่าน เขาก็จะเลื่อนขึ้นไปอยู่ในกลุ่ม C

เด็กกลุ่มนี้ จะมีการเรียนรู้ด้านศิลปะที่สูงขึ้นอีก เช่น ทฤษฎีของสี ลวดลายไทย ที่จะนำไปใช้ในแผนกอื่นต่อไปได้ มีการผูกลายมากขึ้น และฝึกเขียนตัวพระตัวนาง หรือสัตว์ในวรรณคดี พร้อมกับการลงสี

ส่วนกลุ่ม D ที่ไม่ผ่านการประเมิน จะต้องเรียนซ้ำอยู่ที่เดิม โดยครูจะเป็นผู้พิจารณา ให้เลื่อนได้ถ้าเห็นเด็กนักเรียนมีฝีมือดีขึ้น ก็จะได้เลื่อนไปอยู่กลุ่ม C

กลุ่ม C นี้ จะมีหลักสูตรเป็น ๒ ลักษณะ คือ ลักษณะหนึ่งจะเรียนพื้นฐาน การเขียนลาย เพื่อให้รู้ในเชิงจิตรกรรมไทย สากล จนสามารถเลื่อนระดับไปสู่กลุ่ม B จนถึงกลุ่ม A ได้

นี่คือจุดประสงค์หลัก ในแผนกเขียนลาย ซึ่งนักเรียนจะต้องได้รับการศึกษา ได้ฝึกทักษะมีความรู้ ความาสามารถ และสั่งสมประสบการณ์ ในด้านการเขียนจนถึงขั้นสูงสุด ซึ่งเมื่อบรรลุถึงขั้นนั้นแล้ว เขาก็จะเป็นช่างเขียนได้ อย่างเต็มภาคภูมิ