หงส์ประดับด้วยปีกแมลงทับ

รูปภาพ หงส์ประดับด้วยปีกแมลงทับ

ดอกไม้ประดิษฐ์

รูปภาพ ดอกไม้ประดิษฐ์

พานสานด้วยย่านลิเพา

รูปภาพ พานสานด้วยย่านลิเพา

กระเป๋าถือ สานจากย่านลิเพา

รูปภาพ กระเป๋าถือ สานจากย่านลิเพา



บทนำ

นับตั้งแต่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงสถาปนาพระอิสริยยศถึงขั้นสูงสุด ในฐานันดรศักดิ์ เคียงคู่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นเวลาสี่สิบปีเศษนั้น พระราชกรณียกิจแห่งองค์สมเด็จพระราชินี ย่อมมีมากนานัปการ แต่พระราชกรณียกิจ ที่ยังประโยชน์ให้แก่ชาติ บ้านเมืองเป็นอย่างยิ่งนั้น ก็คือ การตามเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปทรงเยี่ยมราษฎรตามจังหวัดต่างๆ ทั่วราชอาณาจักร อย่างไม่ทรงย่อท้อต่อความยากลำบาก

การที่ทรงพระมหากรุณาธิคุณ เสด็จฯ เยี่ยมราษฎรเช่นนี้ ทำให้ทรงเห็นสภาพความเป็นอยู่ อันแท้จริงของราษฎรทั่วทุกภาค ทั้งในทุ่งนา ป่าลึกหรือแม้บนเขาสูง และเหนือสิ่งอื่นใด ได้ก่อให้เกิดความรัก ความผูกพัน ด้วยความรู้สึกที่ใสพิสุทธิ์ ระหว่างพระองค์ผู้ทรงเป็นพระประมุขทั้งสอง กับบรรดาอาณาประชาราษฎร์ทั้งมวล อีกทั้งพระราชอัธยาศัยอันแสนอ่อนโยน ยามที่ทรงมีพระราชปฏิสันถาร เมื่อประทับลงรับสั่งถามทุกข์สุขราษฎร อย่างใกล้ชิดโดยมิได้ถือพระองค์ หรือแม้แต่จะเป็นเพียงรอยแย้มพระสรวล นั้นก็ตามที ย่อมตรึงใจประชาราษฎร์ ให้จดจำเวลาอันมีค่าในครั้งนั้นอยู่ตลอดไป ก่อให้เกิดความรู้สึกเทิดทูน และเคารพรักในล้นเกล้าฯ ทั้งสองมิเสื่อมคลาย

เพราะไม่ว่าล้นเกล้าฯ ทั้งสองจะเสด็จไปยังตำบลใด จังหวัดใด จะได้ยินแต่เสียงชื่นชมยินดี ของเหล่าพสกนิกรทั้งหลาย เขาเหล่านั้น จำนวนไม่น้อย ที่เดินทางมาจากท้องที่อันไกลแสนไกล หรือจากถิ่นทุรกันดาร เพียงเพื่อจะขอเฝ้าชมพระบารมี ขององค์พระประมุขของเขา ซึ่งแม้จะรู้ว่า ตนไม่มีโอกาสได้เห็นในระยะใกล้ หรือบางคนจะนำสิ่งของที่ตนคิดว่า มีค่าสูงสุดตามฐานะของตนไปทูลเกล้าฯ ถวาย บางคนก็อาจจะหาสิ่งที่ตนคิดว่า เหมาะสำหรับผู้รอนแรมมาไกลเช่นพระองค์ทั้งสอง มาถวาย ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงมักจะทรงได้รับสิ่งของ ที่ดูเหมือนด้อยค่าสำหรับผู้พบเห็น แต่จะเป็นของมีค่า อันเปี่ยมด้วยน้ำใจของพสกนิกรผู้ยากจน เช่น ผลส้มผลเล็กๆ สองผล ดอกบัวบูชา ๑ ดอก หรือ น้ำ ๑ กระติกย่อมๆ หรือสิ่งอื่นๆ ในทำนองนี้อยู่เสมอ ซึ่งก็จะทรงรับไว้ ทั้งยังมิทรงรังเกียจที่จะทรงดื่ม ให้ผู้เป็นเจ้าของได้หายอาทรห่วงใยในพระองค์ หรือบางคนอาจจะเอาผ้าเช็ดหน้ามาปูเพื่อให้ทรงเหยียบ เพราะถือเป็นสิริมงคลสำหรับเขา ซึ่งพระองค์ทั้งสองก็จะทรงตามใจ บรรดาผู้ใกล้ชิดจึงมักได้พบเห็นภาพประทับใจ เช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง ระหว่างพระผู้เป็นมิ่งขวัญทั้งสองของปวงชนชาวไทย กับพสนิกรของพระองค์

ครั้งหนึ่ง หญิงผู้หนึ่งต้องการให้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเหยียบผ้าที่ปูไว้ แต่บังเอิญทอดพระเนตรไม่เห็นจึงเสด็จฯ เลยไปเสีย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงทรงหยิบผ้าผืนนั้นตามไปวางถวายเพื่อให้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประทับพระบาทตามความประสงค์ของผู้เป็นเจ้าของ แล้วทรงนำกลับไปส่งคืนให้กับหญิงผู้นั้น¹ พระราชจริยวัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ที่ทรงพระราชทาน พระเมตตาธิคุณแก่ราษฎรเช่นนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่าเมื่อราษฎร ได้ถวายความจงรักภักดีด้วยความบริสุทธิ์ใจ ต่อทั้งสองพระองค์ ล้นเกล้าฯ ทั้งสองก็ทรงปรารถนาที่จะให้ราษฎร ได้รับรู้ถึงพระราชหฤทัย ที่เปี่ยมด้วยความรักความห่วงใย ที่ทรงมีต่อเขาเหล่านั้นเช่นกัน

นี่คือลักษณะเฉพาะของชนชาวไทย ที่สะท้อนให้เห็นถึงความรัก และความผูกพันอย่างลึกซึ้ง ระหว่างประชาชนและองค์พระประมุขของเขา ซึ่งเป็นความรู้สึก อันยากจะสรรหาถ้อยคำที่ไพเราะใดๆ มากล่าวพรรณาได้ จึงจะดื่มด่ำสมกับความรู้สึกที่แสนงดงามนั้น

จากการที่โดยเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ออกไปเยี่ยมราษฎรตั้งแต่ครั้งนั้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะไม่ค่อยทรงขาดการตามเสด็จฯ ไปเยี่ยมราษฎรในต่างจังหวัดอีกเลย แม้บางทีจะทรงมีพระพลานามัยไม่ดีนัก และเมื่อทรงออกเยี่ยมก็มิได้เพียงไต่ถามทุกข์สุขแล้วเลยผ่านไป แต่จะทรงซักถาม ถึงการทำมาหาเลี้ยงชีพ สภาพครอบครัว และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดด้วยความสนพระทัย และห่วงใย เพราะทรงปรารถนาอย่างแรงกล้า ที่จะเห็นพสกนิกรของพระองค์ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม

ดั้งนั้น ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งพระราชหฤทัย จะทำนุบำรุงราษฎรส่วนใหญ่ซึ่งเป็นชาวไร่ชาวนา โดยทรงอุทิศพระองค์ พัฒนาที่ดิน และแหล่งน้ำอันเป็นองค์ประกอบสำคัญ ของการเกษตร สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็ทรงพยายามทุกวิถีทาง ที่จะสนองพระราชปณิธาน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในอันที่จะหาหนทางช่วยเหลือครอบครัวเกษตรกรอีกทางหนึ่งให้จงได้ และในที่สุดก็ทรงพระราชทานการช่วยเหลือ ราษฎรโดยจัดโครงการอาชีพเสริม ซึ่งเป็นการทำงานเกี่ยวกับหัตถกรรมพื้นบ้านเป็นสำคัญ และพระองค์เองก็ทรงสนพระทัยงานฝีมือเหล่านี้ รวมทั้งเรื่องวัตถุดิบ อันเป็นทรัพยากรธรรมชาติในถิ่นนั้นๆ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ซึ่งโครงการอาชีพเสริม และโครงการฟื้นฟูงานศิลปะพื้นบ้านนี้เอง ที่ก่อให้เกิดการจัดตั้งมูลนิธิ ส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในเวลาต่อมา ทั้งนี้ ก็เพื่อส่งเสริมสนับสนุนงานหัตถกรรมพื้นบ้านต่างๆ อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ทั้งเป็นการสืบทอดศิลปหัตถกรรมประจำชาติ ไปสู่อนุชนรุ่นหลัง ทั้งที่เป็นแบบโบราณ และที่คิดประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ด้วย

มูลนิธิฯ ดังกล่าวนี้ในระยะแรกเริ่ม มีเพียงโครงการผลิตงานทอผ้าไหม งานถมทอง และงานสานย่านลิเพา หลังจากนั้นด้วยพระปรีชาญาณด้านศิลปะ กอปรทั้งความละเอียดอ่อนทางสุนทรียภาพ และพระราชปณิธานอันแน่วแน่ ที่จะทรงช่วยเหลือพสกนิกรส่วนใหญ่ ที่ยังยากจนอยู่ จึงทำให้งานในโครงการนี้ ขยายสาขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และครอบครัวชาวนา ชาวไร่ ต่างก็สมัครเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน หรือแม้กระทั่งคนพิการก็มีอยู่มิใช่น้อย

ทุกครั้งที่เมืองไทยเกิดน้ำท่วม หรือเกิดภัยพิบัติอย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงนำของพระราชทาน ไปช่วยเหลือราษฎร มักจะเป็นเครื่องอุปโภคบริโภค แล้วก็รับสั่งกับข้าพเจ้าว่า การช่วยเหลือแบบนี้เป็นการช่วยเหลือเฉพาะหน้า ซึ่งช่วยเขาไม่ได้จริงๆ ไม่เพียงพอ ทรงคิดว่า ทำอย่างไรจึงจะช่วยเหลือชาวบ้านเป็นระยะยาว คือ ทำให้เขามีหวังที่จะอยู่ดีกินดีขึ้น ลูกหลานได้เข้าโรงเรียน ได้เรียนหนังสือ ซึ่งในเรื่องนี้รัฐบาล ได้พยายามส่งเสริมอยู่แล้ว เขาเพิ่มจำนวนโรงเรียนขึ้นอย่างสม่ำเสมอ

แต่ชาวนาชาวไร่บอกว่าเขาส่งให้ลูกไปเรียนหนังสือ ไปเข้าโรงเรียนไม่ได้ เพราะต้องอาศัยอยู่เป็นกำลังช่วยกันทำมาหากิน ดั้งนั้นจะพบเด็กที่อยู่ในวัยเรียน และไม่ได้เรียนหนังสืออีกมาก ส่วนมากก็ได้จบ ป.๔ ซึ่งก็น่าเป็นห่วง

ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงเริ่มคิดหาอาชีพเสริม ให้แก่ครอบครัวชาวนา ชาวไร่ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงหาแหล่งน้ำให้การทำไร่ ทำนาของเขาเป็นผลต่อประเทศชาติบ้านเมือง ทรงพระราชดำเนินไปดูตามไร่ของเขาต่างๆ ทรงคิดว่านี่เป็นการให้กำลังใจ และที่ทรงให้ข้าพเจ้าดูแลพวกครอบครัว ก็เลยเป็นที่เกิดของมูลนิธิส่งเสิรมศิลปาชีพ



พระราชดำรัสในวันเฉลิมพระชนมพรรษา
วันที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๔




¹ พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ. พระนคร : โรงพิมพ์คุรุสภา ลาดพร้าว, ๒๕๑๓.