รูปภาพบนหน้าปกหนังสือ ข้าว ขวัญของแผ่นดิน

รูปภาพบนหน้าปกหนังสือ ข้าว ขวัญของแผ่นดิน

2. ทำไมข้าวจึงกลายเป็นพืชที่สำคัญอย่างยิ่ง

แม่โพสพ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง

รูปภาพ แม่โพสพ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง

คนไททุกกลุ่ม เชื่อว่าข้าวเป็นพืชศักดิ์สิทธิ์ มีวิญญาณข้าว หรือเทพประจำต้นข้าวพิทักษ์รักษา เรียกกันว่า แม่ข้าว ขวัญข้าว ย่าขวัญข้าว หรือ แม่โพสพ คนไทยมีตำนานเล่าว่า หากแม่ข้าวไม่พอใจ หนีไปจากทุ่งนา มนุษย์ก็จะเกิดความอดอยาก ดังในตำนานเรื่องแม่ม่ายตีข้าวของชาวเหนือ และชาวอีสาน และตำนานเรื่องแม่โพสพน้อยใจ ที่คนหันไปกราบไหว้พระพุทธเจ้า จึงหนีไป จนทำให้เกิดภาวะอดอยากขึ้นบนโลกของชาวภาคกลาง และภาคใต้ ตำนานดังกล่าว แสดงให้เห็นพัฒนาการ ของความเชื่อของคนในสังคม ที่นับถือผีสางเทวดา และเปลี่ยนมารับพระพุทธศาสนา โดยประนีประนอมกับความเชื่อดั้งเดิม

ประวัติความเป็นมาของตำนานแม่โพสพ ของชาวเหนือและชาวอีสาน เล่าว่า ที่อุทยานของพญานาค มีข้าวเกิดขึ้นเอง ต้นหนึ่งๆ มีขนาดเจ็ดกำมือ เมล็ดข้าวใหญ่เท่าผลมะพร้าว มีสีเงินยวง กลิ่มหมอหวาน

มีหญิงม่ายคนหนึ่ง เป็นคนยากไร้ ไม่มีมีดพร้าสำหรับผ่าเมล็ดข้าว จึงใช้ไม้คานทุบข้าว เมล็ดข้าวแตกกระจาย บางส่วนไปเกิดเป็นข้าวไร่ หรือข้าวดอย บางส่วนตกในน้ำเกิดเป็นข้าวนา แม่โพสพน้อยใจที่หญิงม่ายทำรุนแรง จึงหนีไปอยู่เสียในถ้ำ ทำให้มนุษย์ไม่มีข้าวกินถึงพันปี

วันหนึ่งลูกชายเศรษฐีหลงทางเข้าไปในป่า พบปลากั้ง ซึ่งอยู่กับนางโพสพ ปลากั้งพาไปไหว้นาง ลูกเศรษฐีอ้อนวอนให้นางกลับคืนสู่เมืองมนุษย์ นางขัดอ้อนวอนไม่ได้ จึงกลับมาโลกอีก ลูกเศรษฐีสำนักในบุญคุณของนาง จึงชักชวนมนุษย์ให้ยกย่องนับถือนาง

ต่อมาอีกพันปี มีชายโลภมากผู้หนึ่ง สร้างยุ้งฉางเก็บข้าวไว้กิน แต่ผู้เดียว แม่โพสพโกรธจึงหนีกลับไปอยู่ถ้ำในป่าอีก ทิ้งมนุษย์อดอยาก เป็นเวลาหลายร้อยปี เทวดาเล็งเห็นความทุกข์ยาก จึงอ้อนวอนให้แม่โพสพกลับคืนมา พร้อมกันนั้นก็สอนให้มนุษย์รู้จักนับถือข้าว รู้จักทำขวัญข้าว

ภาพวาดแม่โพสพ ฝีมือนายอาด อ๊อดอำไพ ในหนังสือของโรงพิพม์วัดเกาะ พ.ศ.2475

ภาพวาดแม่โพสพ (ฝีมือนายอาด อ๊อดอำไพ ในหนังสือของโรงพิพม์วัดเกาะ พ.ศ.2475)

ส่วนตำนานแม่โพสพ ของชาวภาคกลางและภาคใต้ เล่าตรงกันว่า แม่โพสพ หรือเทวีแห่งข้าว มีพาหนะเป็นปลากรายทอง และปลาสำเภา ในวันหนึ่งที่เมืองไพสาลีท่ามกลางสโมสรสันนิบาต มีการประชุมปรึกษากันว่า ระหว่างพระพุทธเจ้ากับแม่โพสพ ใครมีบุญคุณมากกว่ากัน ที่ประชุมต่างพากันกราบทูลว่า บุญคุณของพระพุทธเจ้าเหนือกว่า แม่โพสพ และพระเพชรฉลูกรรม ซึ่งอยู่ที่นั่นได้ฟังดังนั้น ก็ข้องใจว่าเราเลี้ยงดูมนุษย์อยู่ มนุษย์ไม่เห็นความดี จึงขี่ปลากรายหนีไปยังป่าหิมพานต์ เมื่อแม่โพสพจากไป ก็เกิดความอดอยากขึ้นบนโลกมนุษย์ มนุษย์จึงชวนกันไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจึงให้พระมาตุลี ไปเชิญนางกลับมา พระมาตุลีตามไปจนถึงบริเวณภูเขากระทบกันก็ไปไม่ได้ จึงใช้ให้ปลาสลาด ไปตามต่อจนพบ ปลาสลาดได้อ้อนวอน ขอให้นางกลับคืนโลก นางตอบว่า อยู่ที่นี่แม่สบาย ถ้าจะไปใจแม่หาย เพราะเขาไม่รู้จักบุญคุณ แม่จะให้แต่เมล็ดข้าวไปเลี้ยงฝูงคน เมื่อเก็บเกี่ยวให้นึกถึงแม่ แม่จะไปปีละหน ตรวจดูทุกผู้คน เก็บเกี่ยวแล้วให้ทำขวัญ นางได้มอบเมล็ดข้าว 7 เมล็ด (บ้างก็ว่า 9 เมล็ด) ให้ทำพันธุ์ พระเพชรฉลูกรรมมอบไม้เหล็ก 1 อัน สำหรับไปตีมัด นางยังสั่งด้วยว่า เมื่อมนุษย์ทำไร่ไถนา เมื่อข้าวใกล้สุกก็ให้จัดพิธีทำขวัญ และด้วยเหตุที่ปลาสลาด เป็นผู้บอกที่ซ่อนแก่พระมาตุลี นางจึงสั่งให้นำปลาสลาด มาเป็นเครื่องเซ่นสังเวยด้วย ปลาสลาดก็ลากลับมาเล่าให้ พระมาตุลีฟัง ตามคำแม่โพสพ

พระมาตุลีรับเมล็ดข้าว แล้วก็เหาะกลับ ในระหว่างทางได้หยุดพักอาบน้ำ นกกระจาบจึงแอบลักเมล็ดข้าวสองเมล็ดบินหนี ข้าวสองเมล็ดนั้น ได้ตกลงมายังโลกมนุษย์กลายเป็นข้าวผี พระมาตุลี นำเมล็ดพันธุ์ข้าวถวายพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจึงเรียกมนุษย์มาพร้อมกัน ทรงอธิบายให้มนุษย์ฟัง และแจกเมล็ดพันธุ์ข้าวให้แก่มนุษย์ ตั้งแต่นั้นมา เมื่อข้าวใกล้สุก มนุษย์จะจัดพิธีทำขวัญ เชิญแม่โพสพมาเป็นประจำทุกปี

หากพิจารณาคำว่า โพสพ ซึ่งมาจาก ไวศฺวรณ ในภาษาสันสกฤต อันหมายถึง ท้าวเวสสุวัณหรือท้าวกุเวร โลกบาลประจำทิศเหนือ เทพเจ้าแห่งทรัพย์ การเปลี่ยนสถานะจาก แม่ข้าว แม่ขวัญข้าว มาเป็น แม่โพสพ แสดงถึงอิทธิพลของศาสนาฮินดู และพระพุทธศาสนาซึ่งคนไทยรับมาในภายหลัง แต่ก็ยังคงร่องรอยแสดงฐานะของข้าว ว่าเป็นทรัพย์สินอันมีค่ายิ่ง