พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร

รูปภาพ พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร



พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร

เหตุที่มาประดิษฐาน ณ วัดโชตนาราม

จำเนียรกาลนานมา เมื่อบ้านเมืองถูกเปลี่ยนแปลงไปตามยุค ตามสมัยด้วยอำนาจแห่งโลกธรรม นี่แหละเป็นมูลเหตุให้พระพุทธรูปทองในหลักศิลาจารึกเมืองป่าตาล ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชองค์นั้น ต้องถูกเคลื่อนย้ายมาโดยลำดับ นับตั้งแต่เมื่อกรุงสุโขทัย ที่เคยเปล่งประกายเจิดจ้าต้องอับแสงสิ้นอำนาจลง เพราะต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของไทย กรุงศรีอยุธยาจนสิ้นรัชสมัยของพระยาบาล ด้วยความหวงแหนในพระพุทธรูปทองอันเป็นสมบัติล้ำค่า ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชองค์นั้น และด้วยเกรงว่าพระพุทธรูปทองในหลักศิลาจารึกองค์นั้น ซึ่งเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง ประดิษฐานอยู่ในพระวิหารโดดเด่น กลางเมืองสุโขทัย ทั้งยังเป็นพระพุทธรูปประจำพระองค์ ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ที่มีค่ายิ่งองค์นั้น จะถึงอันตรธานหายไปได้ เพราะเหตุนี้แหละ พระพุทธรูปทององค์นั้น ที่แท้ก็คือพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร หรือพระพุทธรูปทองคำสุโขทัยไตรมิตรองค์นี้ จึงได้ถูกอัญเชิญลงมาทางใต้ แล้วประดิษฐานไว้ ณ กรุงศรีอยุธยา ในระหว่างปีพุทธศักราช ๑๙๖๔ เป็นต้นมา

ครั้นกาลต่อมา เมื่อกรุงศรีอยุธยา ปกครองหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงตลอดมา บางครั้งสิ้นอำนาจตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า บางคราวก็เรืองอำนาจจรัสจ้า ในภูมิภาคแห่งนี้ เป็นระยะกาลนานถึง ๒๖๑ ปี และในปีพุทธศักราช ๒๓๑๐ นั่นเอง กรุงศรีอยุธยา ก็ถึงกาลอวสานสิ้นอิสระภาพ โดยสิ้นเชิง บ้านเมืองพร้อมทั้งวัดวาอาราม ถูกพม่าเผาผลาญจนพินาศสิ้น เหลือที่จะคณานับ แม้องค์พระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่สำคัญยิ่ง ของกรุงศรีอยุธยามาเป็นเวลาหลายร้อยปี สูง ๘ วา องค์พระหุ้มด้วยทองคำ มีน้ำหนักถึง ๒๖๘ ชั่ง ก็ยังถูกเผาผลาญสำลอก เอาทองคำมีน้ำหนักจำนวนดังกล่าวไปจนหมดสิ้น บัดนี้ก็เหลือเพียงเศาอิฐปูนที่ถูกทำลายในอดีต ปรากฏให้เห็นเป็นร่องรอย ที่แสนจะทรมานร้าวรานใจ แ่ก่ชาวไทยทั้งชาติ

ในขณะที่กรุงศรีอยุธยา รวมทั้งวัดวาอาราม กำลังจะถูกข้าศึกเผาผลาญทำลายอยู่นั้น ด้วยเกรงว่าพระพุทธรูปทอง ซึ่งเป็นสมบัติอันล้ำค่า ที่อัญเชิญมาจากวัดมหาธาตุ กลางเมืองสุโขทัยองค์นั้น จะถูกพม่าทำลายล้าง ลำลอกเอาทองคำจากองค์พระไป เหมือนกับพระศรีสรรเพชญ์อีก ฉะนั้น พระพุทธรูปทององค์นั้น จึงถูกเอาปูนปั้นพอกปิดบังอำพรางไว้ภายใน ทำให้ข้าศึกเห็นว่าเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นธรรมดาๆ องค์หนึ่งเท่านั้นเอง ไม่มีราคาค่างวดอะไร ทั่วๆ ไปในกรุงเก่าก็มีอยู่ดาษดื่น เป็นการหักเหความสนใจของข้าศึกโดยสิ้นเชิง เป็นกุศโลบายที่ชาญฉลาด เพื่อมุ่งจะให้ปูชนียวัตถุที่เป็นอมตะมรดกล้ำค่า ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช รอดพ้นจากน้ำมือของอริราชศัตรูผู้มุ่งทำลาย และ พระพุทธรูปปูนปั้นองค์นั้น ก็ยังคงประดิษฐานกระจัดกระจาย ปะปนกับพระพุทธรูปปูนปั้นองค์อื่นๆ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ในกรุงศรีอยุธยากรุงเก่าเป็นลำดับมา

ครั้นลุถึงปีพุทธศักราช ๒๓๔๔ ปรากฏตามตำนานว่า กาลต่อมาหลังจากที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงสถาปนากรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์ ขึ้นเป็นราชธานีแล้ว ในปีนั้นเอง พระองค์ทรงมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ขึ้นไปอัญเชิญพระพุทธรูปที่ปรักหักพักพัง ตามวัดร้างต่างๆ ในเมืองสุโขทัย เมืองสวรรคโลก เมืองพิษณุโลก เมืองลพบุรี เมืองอยุธยากรุงเก่า มาประดิษฐานไว้ที่รอบๆ พระระเบียงพระอุโบสถวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือวัดโพธิ์ท่าเตียน เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร และ พระพุทธรูปปูนปั้นองค์นั้นจึงถูกอัญเชิญปะปน ลงมายังกรุงเทพมหานคร ในสมัยนั้นด้วย แล้วถูกนำมาประดิษฐาน เป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดโชตนาราม หรือ วัดพระยาไกร เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร ล่วงมาจนถึงปีพุทธศักราช ๒๔๗๘ จึงถูกอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ วัดไตรมิตรวิทยาราม เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร และ เพราะเหตุที่ปูนปั้นหุ้มองค์พระไว้ เกิดกระเทาะหลุดออกมา จึงได้ทราบว่าเป็น พระพุทธรูปทองคำแท้ ในปีพุทธศักราช ๒๔๙๘

และในปีพุทธศักราช ๒๕๓๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนาม พระพุทธรูปทองคำสุโขทัยไตรมิตรองค์นั้น เป็นนามทางราชการว่า ”พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร“ เพื่อเป็นสรรพสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสืบไป

ทั้งหมดนี้ คือประวัติความเป็นมาของ พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร หรือ พระพุทธรูปทองคำสุโขทัยไตรมิตร ที่แท้ก็คือพระพุทธรูปทอง ที่ปรากฏในหลักศิลาจารึกป่าตาล เมืองสุโขทัย อมตะมรดกอันล้ำค่า ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระมหากษัตริย์จอมปราชญ์ ของชาวไทย ปัจจุบันนี้ ได้กลายเป็นปูชนียวัตถุมหัศจรรย์ที่โลกต้องตะลึง นับเป็นหนึ่ง ไม่มีสอง และปูชนียวัตถุชิ้นเอกอุดังกล่าวนั้น ก็คือ พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร หรือ พระพุทธรูปทองคำสุโขทัยไตรมิตรองค์นี้